จากราชาสู่ยาจก บริหารผิด ประเทศพัง เรียนรู้ความผิดพลาดจากเวเนฯ อ่านแล้วเข้าใจใน 2 นาที

ผมเห็นภาพนี้จากข่าวต่างประเทศ Venezuela exodus ประชาชนชาวเวเนซุเอลาต่างก็หนีจากประเทศของตัวเองไปยังเพื่อนบ้าน เพื่อเอาตัวรอดจากความอดอยาก

สิ่งอย่างหนึ่งที่นักการเมืองไร้ฝีมือ ไร้วิสัยทัศน์ จะรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้คือการติดสินบน และการติดสินบนนั้นต้องทำในทุกระดับตั้งแต่เพื่อนนักการเมืองด้วยกันเอง ไปถึงข้าราชการ ลงไปถึงประชาชนระดับรากหญ้า โดยหวังว่าจะยังคงเทคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คนพวกนี้หวังเพียงการเลือกตั้งครั้งต่อไปของตัวเองโดยไม่คิดถึงความยั่งยืนของอนาคตประเทศ การให้สินบนแก่ประชาชนแบบนี้เรียกว่าประชานิยม พอประชาชนหลงไหลประชานิยมเรียบร้อยแล้วนักการเมืองที่แย่ๆ ก็จะอยู่ในเก้าอี้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่ตามมาคือประเทศชาติจะฉิบหายย่อยยับในเวลาไม่นาน

ในช่วงหลังปี 2000 หรือเมื่อสิบกว่าปีก่อนมีนักการเมืองไร้คุณภาพใช้วิธีประชานิยมเอาเงินของชาติเข้าซื้อเสียงประชาชนกันหลายประเทศ เช่นกลุ่ม 4 ประเทศในยุโรปใต้ที่เรียกกันว่า PIGS ในช่วงเศรษฐกิจล่มของยุโรปต่างก็เหมือนกันอย่างหนึ่งคือได้นักการเมืองที่แย่ และใช้วิธีที่คล้ายกันคือใช้ระบบประชานิยมซื้อเสียงประชาชนและสวัสดิการที่ได้มาฟรีจากรัฐบาล

ไม่ต่างกับประเทศไทยในเวลานั้น ประเทศเวเนซุเอล่าก็คล้ายกันมาก ต่างก็มีรัฐบาลที่ใช้ระบบประชานิยมซื้อเสียงเพื่อรักษาเก้าอี้ทางการเมืองของตนเอง ของไทยเรานั้นรัฐทุ่มเงินภาษีของรัฐที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงภาษีจากชนชั้นกลางที่หนีภาษีไปไหนไม่ได้เอาไปซื้อฐานเสียงของเกษตรกรและประชาชนระดับรากหญ้า ตัวอย่างเช่นซื้อผลผลิตทางการเกษตรในเขตฐานเสียงของตัวเองทุกอย่างในราคาสูงเพื่อเอาใจเกษตรกรฐานเสียงของตัวเอง แล้วปล่อยให้เน่าเสียคาโกดังเพราะไม่มีปัญญาที่จะขายในราคาที่รัฐไม่ขาดทุนเช่น หอมแดง ลำไย ข้าว โครงการแจกเงินผ่านหัวคะแนนที่เป็นผู้นำชุมชนแบบโกงแหลกไร้ใบเสร็จ ฯลฯ

แต่ผมอยากจะเล่าเรื่องเวเนซุเอล่าให้ฟังเพราะเรื่องของบ้านเมืองเราในยุคนั้นคงเข้าใจกันดีแล้วว่าเราผ่านอะไรมาบ้างและเจ็บปวดกับนักการเมืองแย่ๆ มาเพียงใด ผมอยากจะเริ่มที่ ปธน.อูโก ชาเบซ อดีตมาจากครอบครัวผู้ใช้แรงงาน เริ่มต้นชีวิตมาจากอาชีพทหารแล้วโดนจับติดคุกเพราะปฎิวัติไม่สำเร็จ เมื่ออกมาจากคุกก็ตั้งพรรคการเมืองเป็นผู้นำพรรคสหสังคมนิยมแห่งเวเนซุเอลา (PSUV) ที่ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 1999 ที่ชูนโยบายทางการเมืองโบลีวาร์นิยม (Bolivarianism) ยึดสัมปทานน้ำมันและกิจการใหญ่ทุกอย่างจากต่างชาติ เช่นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ เอาเข้ารัฐทั้งหมด ซึ่งเวเนซุเอล่านั้นมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมหาศาลอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว มากกว่าตะวันออกกลางหลายประเทศรวมกันเลียด้วยซ้ำ

ประชาชนก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังพบกับหายนะภายใต้นโยบายประชานิยมของ ปธน.อูโก ชาเบซ ก็เริ่มออกมาต่อต้าน แต่ก็ต้องเจอกับ พวกนักเลงอันธพาล และตำรวจที่ ปธน.เลี้ยงเอาไว้เข้าทำร้ายจนต้องล้มเลิกการประท้วงรัฐบาลไปด้วยการเสียชีวิตของชนชั้นกลางที่ออกมาประท้วงรัฐบาลไปจำนวนไม่น้อย

หลังจากปี 2013 ที่ ปธน.อูโก ชาเบซ ถึงแก่อสัญกรรม รอง ปธน.นีโกลัส มาดูโร ก็ขึ้นตำแหน่งแทน โดยในอดีตนั้นเขาเป็นเพียงพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ก่อนมาเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน และได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในพรรคสหสังคมนิยมแห่งเวเนซุเอลา ที่ ปธน.อูโก ซาเบซ เป็นผู้นำ และฉายแววเผด็จการเสียยิ่งกว่า ปธน.คนเก่าเสียอีก เริ่มจากการเลือกตั้งที่โกงทุกรูปแบบ และการร่วมมือกับศาลสูงประกาศให้พรรคฝ่านค้านที่ชนะการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และอื่นๆ อีกมากมาย จนในเวลานี้ประชายเวเนซุเอล่าไม่มีแม้กระทั่ง อาหาร ยารักษาโรค เพราะรัฐบาลไร้ความรู้ทางเศรษฐกิจพิมพ์เงินขึ้นมาใช้จ่ายแบบไม่อั้นจนค่าเงินตกต่ำไม่ต่างกับกระดาษเช็ดก้น อัตราเงินเฟ้อขึ้นถึง 13,000 % ภายในปีเดียว

เวลานี้ประชาชนชาวเวเนซุเอลาต้องอพยพออกจากประเทศของตัวเองด้วยสาเหตุที่อยู่ไปก็ไม่รอดเพราะเงินไม่มีค่าพอที่จะซื้ออะไรได้ ไม่มีอาหารจากการที่รัฐไม่สนับสนุนภาคเกษตรกรรมในประเทศมาหลายปี ไม่มีงานทำเพราะยึดกิจการจากต่างชาติมาแล้วก็บริหารกันไม่เป็น ไม่มียารักษาโรคไม่มีเครื่องมือแพทย์ ไม่มีแม้แต่เงินเดือนของข้าราชการ เวลานี้จะบอกว่าเวเนซุเอลาเป็นรัฐล้มเหลวไปแล้วคงไม่ผิดนัก ทั้งที่มีทรัพยากรในดินในน้ำอยู่เต็มประเทศ มีประชาชนที่มีคุณภาพพอสมควร แต่มีนักการเมืองที่ “เ ล ว” เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เล่นเอาประเทศที่ควรมีอนาคตที่ดีที่สุดในอเมริกาใต้ต้องกลายเป็นนรกบนดินไปได้ถึงระดับนี้ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี

ขอขอบคุณ : Pat Hemasuk

Facebook Comments
Loading...